การลงทุนในตลาดหุ้นทำอย่างไร?

การลงทุนในตลาดหุ้นนั้น เหมือนการลงทุนในธุรกิจโดยทั่วไป แตกต่างกันเพียงเราไม่ได้ลงทุนสร้างบริษัทขึ้นมาเองโดยตรง แต่เราซื้อหุ้นของบริษัทมหาชนที่มีการเปิดให้ซื้อขายในตลาดที่เราเรียกว่า "ตลาดหลักทรัพย์" โดยสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้ 2 ทาง

  1. เลือกลงทุนในธุรกิจที่มีผลการดำเนินงานดี ทำกำไรได้ดี ก็จะมีการจ่ายปันผลคืนกับผู้ถือหุ้นทุกปี
  2. เลือกลงทุนในอนาคตของบริษัท โดยการซื้อหุ้นในราคาที่เหมาะสม เมื่อกิจการดำเนินไปได้ดี มูลค่าหุ้นก็จะสูงขึ้น ก็จะสามารถขายเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างระหว่างราคาที่เราซื้อมาและราคาขายได้

ดังนั้นการลงทุนในตลาดหุ้น จึงไม่ต่างกับการลงทุนในธุรกิจหรือกิจการโดยทั่วไปเลย การมีความเข้าใจในตัวพื้นฐานของธุรกิจนั้น เป็นส่วนสำคัญในการสร้างผลตอบแทน ถ้าหากบริษัทที่เราลงทุนเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ราคาหุ้นก็จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆเช่นเดียวกัน

นักลงทุนที่เก่งที่สุดในตลาดหุ้น?

ในโลกแห่งการลงทุน ผู้ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดและสร้างผลตอบแทนมากที่สุดคือวอร์เรน บัฟเฟตต์ โดยใช้วิธีการลงทุนที่เรียกว่า "Value Investment" หรือ "การลงทุนแบบเน้นคุณค่า" ซึ่งก็คือ การลงทุนที่เน้นการวิเคราะห์พื้นฐานของบริษัท และเลือกลงทุนในกิจการที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง วอร์เรน บัฟเฟตต์สามารถสร้างผลตอบแทนทบต้น 22.38% ต่อปี ได้ต่อเนื่องยาวนานถึง 50 ปี (ด้วยอัตราผลตอบแทนนี้จะเปลี่ยนเงิน 1 แสนบาท เป็นประมาณ 2,500 ล้านบาท ใน 50 ปี) วิธีการลงทุนที่เขาใช้นั้นไม่ได้เป็นความลับ และได้รับการบอกเล่าในหนังสือการลงทุนต่างๆถึงวิธีการและกลยุทธ์ที่ใช้ในลงทุน โดยทั้งหมดนั้นมุ่งเน้นไปที่หลักการสำคัญที่ว่า "ลงทุนในบริษัทที่ดี ในราคาที่เหมาะสม" (Buy a wonderful company at a fair price)

ทำไมคนส่วนมากไม่สามารถลงทุนตามแนวทางของวอร์เรน บัฟเฟตต์ได้

การลงทุนในแนวทางของวอร์เรน บัฟเฟตต์นั้น ต้องอาศัยความสามารถในการวิเคราะห์ให้ได้ว่า บริษัทแต่ละแห่งนั้นมีคุณภาพและความสามารถในการแข่งขันมากน้อยแค่ไหน และราคาที่เหมาะสมในการลงทุนควรเป็นเท่าไหร่ สิ่งที่ช่วยให้วอร์เรน บัฟเฟตต์ สามารถวิเคราะห์กิจการได้อย่างถูกต้องก็คืองบการเงินของบริษัท การอ่านงบการเงินอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เราตรวจสอบผลการดำเนินงานและความสามารถของผู้บริหารในกิจการที่เราต้องการลงทุนได้ และที่สำคัญข้อมูลในงบการเงินนั้นเป็นข้อเท็จจริง ที่พิสูจน์คุณภาพของบริษัทได้ดีที่สุด

แต่เหตุผลที่การลงทุนแบบวอร์เรน บัฟเฟตต์ ไม่สามารถทำตามได้ง่ายๆ คือ

  1. การอ่านงบการเงินนั้น จำเป็นต้องมีความเข้าใจระบบบัญชี และใช้ประสบการณ์ที่สูง เพื่อให้เข้าใจการดำเนินงานของบริษัทอย่างทะลุปรุโปร่ง จึงยากสำหรับผู้เริ่มต้น
  2. บริษัทในตลาดหลักทรัพย์นั้นมีตั้งแต่หลักร้อย จนไปถึงหลักพันบริษัทในหลายๆประเทศ การจะหาบริษัทที่ดี เพื่อหาโอกาสการลงทุนที่ดีๆนั้น แปลว่าเราจะต้องอ่านงบการเงินทั้งหมดของบริษัทพวกนั้นก่อน เพื่อจะรู้ว่าบริษัทไหน เป็นบริษัทที่ดี
  3. การคำนวนมูลค่าของบริษัท ทำได้ยาก มีหลากหลายสูตร หลากหลายตัวแปร และวิธีการมากมาย และยังจะต้องทำการคำนวนทุกบริษัทเพื่อค้นหาบริษัทที่มีมูลค่าที่เหมาะสม
  4. จำเป็นต้องวิเคราะห์ต่อเนื่องทุกๆไตรมาส เนื่องจากธุรกิจนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราจึงจำเป็นต้องคอยอ่านงบการเงินที่บริษัทแถลงออกมาทุกๆไตรมาส เพื่อตรวจสอบว่าบริษัทที่เราซื้อไว้ยังเป็นบริษัทที่ดีอยู่หรือไม่ และ มีราคาที่เหมาะสมเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน

ทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุที่การลงทุนตามแนวทาง "ลงทุนในบริษัทที่ดี ในราคาที่เหมาะสม" ที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ กล่าวไว้นั้นทำได้ยากสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับนักลงทุน Jitta แล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาเลย

ค้นหาบริษัทที่ดีด้วย Jitta Score

Jitta จะคำนวน Jitta Score จากการอ่านงบการเงิน และข้อมูลการเงินที่สำคัญของบริษัท 10 ปี เพื่อดูความสามารถในการดำเนินงานและความยั่งยืนในการทำธุรกิจ โดย Jitta จะพิจารณา 5 ปัจจัยหลัก คือ โอกาสในการเติบโตของธุรกิจ ผลการดำเนินการในปัจจุบัน ความแข็งแกร่งทางการเงิน การสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น และ ความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ โดย Jitta Score จะมีคะแนนตั้งแต่ 0 ถึง 10 บริษัทที่ยอดเยี่ยมจะต้องมีคะแนนตั้งแต่ 8 ขึ้นไป ถ้าเรามีโอกาสลงทุนในบริษัทที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้ในราคาที่เหมาะสม เมื่อบริษัทขยายกิจการและเติบโตขึ้น เงินลงทุนของเราก็จะโตขึ้นเรื่อยๆเช่นเดียวกัน

บริษัทที่ยอดเยี่ยมในมุมมองของ Jitta จะมีคุณสมบัติดังนี้

  1. ขายสินค้าหรือบริการที่คนจำนวนมากต้องการ มีแบรนด์ที่เข้มแข็ง สามารถขึ้นราคาสินค้าได้เรื่อยๆ ทำให้สามารถเพิ่มรายได้และกำไรให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ยาวนาน
  2. ควบคุมค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจได้ดีกว่าคู่แข่ง มีการประหยัดจากขนาด (Economies of Scale) มากขึ้นเรื่อยๆเมื่อบริษัทขยายใหญ่ขึ้น ทำให้ยากที่คู่แข่งใหม่ๆจะเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดได้
  3. ธุรกิจมีรายรับเป็นเงินสด มีเงินทุนหมุนเวียนในกิจการที่สูง สามารถขยายธุรกิจได้โดยใช้เงินลงทุนที่น้อยมาก และ มีแบบแผนการขยายกิจการที่ชัดเจนและอนุรักษ์นิยม
  4. ฐานะทางการเงินมั่นคง ไม่สร้างหนี้สินและกู้เงินมาลงทุนมากจนเกินกว่าที่ศักยภาพการทำธุรกิจของบริษัทจะรองรับได้ มีทรัพย์สินในส่วนของผู้ถือหุ้นจำนวนมาก
  5. ผู้บริหารมีมุมมองเดียวกับผู้ถือหุ้น และสร้างความมั่งคั่งเพิ่มเติมให้กับผู้ถือหุ้นอยู่ตลาดเวลา ผ่านทางการลงทุนขยายกิจการ การจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้น และ การซื้อหุ้นของบริษัทคืนอย่างสม่ำเสมอ

อย่าลืมดูความสม่ำเสมอของบริษัท

Jitta Score จะมีการคำนวณ และแสดงคะแนนรายปีย้อนหลัง ทำให้สามารถวัดเสถียรภาพและความสม่ำเสมอในการดำเนินงานบริษัทได้ บริษัทที่ดีควรจะมี Jitta Score มากกว่า 5 อย่างสม่ำเสมอ

ดูราคาที่เหมาะสมด้วย Jitta Line

Jitta จะคำนวณราคาที่เหมาะสมหรือมูลค่าที่แท้จริงของหุ้น โดยมองที่ธุรกิจเป็นหลัก ไม่ได้อิงจากราคาหุ้นที่ซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์

หลักในการคำนวณ Jitta Line จะใช้วิธีคิดลดจากกระแสเงินสดและทรัพย์สินที่บริษัทสร้างได้เป็นสำคัญ โดยคิดเสมือนว่าถ้าหากว่าเราลงทุนซื้อทั้งบริษัท จะต้องคืนทุนได้ภายในเวลาไม่เกิน 10 ปี ตัวอย่างเช่น ถ้าหากบริษัทสามารถทำกำไรเป็นเงินสดได้ปีละ 1 ล้านบาทต่อเนื่องทุกปี มูลค่าที่เหมาะสม (ขั้นต่ำ) ของธุรกิจจะอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านบาท เป็นต้น

บริษัทที่ยอดเยี่ยมเมื่อเวลาผ่านไป มูลค่าที่แท้จริงหรือ Jitta Line จะเพิ่มสูงขึ้น ตามการขยายกิจการของบริษัท

เมื่อใดก็ตามที่ราคาหุ้นของบริษัทที่ยอดเยี่ยมต่ำกว่า Jitta Line เมื่อนั้นโอกาสในการลงทุนที่ยอดเยี่ยมของเราก็จะเกิดขึ้น และถ้าเราได้ลงทุนในบริษัทเหล่านี้ เราแทบจะไม่จำเป็นต้องซื้อๆ ขายๆ หุ้นอีกเลย เพราะมูลค่าของหุ้นที่เราลงทุนไปนั้นจะสูงขึ้นเรื่อยๆในระยะยาว

ต่ำกว่า Jitta Line

เมื่อราคาของหุ้นอยู่ต่ำกว่า Jitta Line หมายถึง หุ้นนั้นมีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง เช่น 25% ต่ำกว่า Jitta Line หมายถึงราคาหุ้นนั้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง 25% เป็นช่วงที่เราควรพิจารณาซื้อหุ้นของบริษัทนั้น

แต่ทั้งนี้เราควรจะดูคุณภาพของบริษัทก่อนที่จะดูความถูกแพงของราคาเสมอ และพยายามลงทุนเฉพาะในบริษัทที่มีคุณภาพดี และ Jitta Line เพิ่มสูงขึ้นทุกๆ ปี

สูงกว่า Jitta Line

เมื่อราคาของหุ้นสูงกว่า Jitta Line หมายถึงหุ้นนั้นมีมูลค่าสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง อาจจะยังไม่ถึงเวลาที่ควรลงทุนในหุ้นนั้น เพราะแม้ว่าจะเป็นบริษัทที่ดี แต่ถ้าซื้อในราคาสูงไป ก็จัดว่าเป็นการลงทุนที่แย่ได้

หรือถ้าบริษัทมี Jitta Line ที่มีแนวโน้มขาลง และราคาสูงกว่า Jitta Line ก็เป็นเวลาที่เราควรพิจารณาขายหุ้น

การลงทุนในธุรกิจที่ดีในราคาที่เหมาะสมนั้น สามารถเปลี่ยนเงิน $9,000 เป็น $4,400,000 ภายในเวลา 25 ปีได้ (เฉลี่ยผลตอบแทน 28.2% ต่อปี)โดยที่เราไม่ต้องซื้อขายหุ้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว ตราบใดที่ธุรกิจยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและมีความสามารถในการแข่งขันเหนือกว่าคู่แข่ง ดังนั้น การลงทุนใน “บริษัทที่ดีในราคาที่เหมาะสม” จึงเป็นกลเม็ดสำคัญของการลงทุนระยะยาวที่เหนื่อยน้อย แต่ได้กำไรคุ้มค่า

การค้นพบเพชรในตมเหล่านี้บน Jitta ก็ไม่ยุ่งยากเลย เพราะ Jitta ได้เรียงลำดับหุ้นที่น่าลงทุนตามหลักการ “ลงทุนในธุรกิจที่ดี ในราคาที่เหมาะสม” ของวอร์เรน บัฟเฟตต์ไว้ให้แล้วในนาม Jitta Ranking ซึ่งเกณฑ์การจัดอันดับของ Jitta Ranking ก็คำนวณมาจาก Jitta Score และ Jitta Line ของหุ้นแต่ละตัว บวกกับผลประกอบการล่าสุดของบริษัท โดยให้น้ำหนักกับ Jitta Score มากกว่า Jitta Line เพื่อให้แน่ใจว่า หุ้นที่อยู่อันดับต้นๆของ Jitta Ranking นั้น เป็นธุรกิจที่ดี ก่อนจะคำนึงถึงราคาที่เหมาะสมเป็นอันดับต่อมา นอกจากนี้ หุ้นอันดับต้นๆยังต้องเป็นหุ้นที่มีโอกาสเติบโตที่ดี จึงสังเกตได้ว่า บางครั้งหุ้นที่ Jitta Score สูงๆ กลับถูกจัดอันดับตามหลังหุ้นที่ Jitta Score น้อยกว่า สาเหตุก็เพราะว่า หุ้นที่ Jitta Score น้อยกว่านั้นเป็นหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโตสูงกว่า จึงมีความน่าลงทุนมากกว่านั่นเอง

ค้นหาหุ้นตาม Jitta Ranking

บนหน้า Home ของ Jitta แบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ ได้แก่ Explore by Country และ Playlist ซึ่ง Explore by Country นั้นจะประกอบไปด้วยประเทศต่างๆที่ Jitta มีข้อมูลให้บริการ สามารถคลิกเลือกประเทศที่สนใจและเข้าไปดูหุ้นทั้งหมดในประเทศนั้นๆ เรียงลำดับตาม Jitta Ranking จากซ้ายไปขวา บนลงล่าง หากต้องการทราบข้อมูลหุ้นรายตัวเพิ่มเติม ก็คลิกชื่อหุ้นเพื่อเข้าไปดู Jitta Signs หรือ Jitta Factors ได้ทันที

ลงทุนตาม Jitta Ranking

สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการเจาะลึกข้อมูลหุ้นรายตัว สามารถลงทุนตาม Jitta Ranking ได้เลย โดยการซื้อหุ้น 30 ตัวแรก นับจากซ้ายไปขวา บนลงล่าง ในสัดส่วนเงินที่เท่ากัน ไม่ต้องคำนึงถึงจำนวนหุ้นที่จะได้เป็นเจ้าของ หลังซื้อหุ้นแล้วให้เก็บไว้ในพอร์ตจนครบ 12 เดือน ก่อนกลับเข้ามาดู Jitta Ranking อีกครั้ง หุ้นตัวใดที่ไม่ได้อยู่ใน Jitta Ranking แล้วให้ขายทิ้ง เพื่อซื้อหุ้นที่ติดอันดับ 30 แรกตัวใหม่เข้ามาแทน แต่อย่าลืมว่าต้องปรับสัดส่วนเงินลงทุนในหุ้นแต่ละตัวให้เท่ากันเสมอ ทำเช่นนี้ต่อเนื่องกันทุกปี จะทำให้พอร์ตเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ เพราะมีการกระจายความเสี่ยงที่ดี

Jitta Ranking Yearly Returns

TOP 5TOP 10TOP 20SET 50SET 100
2009150.79%140.07%107.78%64.54%66.78%
201045.18%31.88%38.05%38.31%40.42%
2011-3.01%3.77%0.88%-0.25%-0.87%
201255.48%50.49%65.26%31.60%33.30%
201311.82%7.80%0.79%-6.56%-7.00%
201422.10%24.38%20.49%13.31%14.46%
2015-2.31%-7.61%0.95%-18.73%-17.66%
Annualized22.58%21.84%27.22%18.60%19.56%
Total Gain7.48%6.70%15.58%17.65%16.75%

ผลตอบแทนของ Jitta Ranking

ระบบทดสอบผลตอบแทนย้อนหลัง (back-test) ของ Jitta แสดงให้เห็นแล้วว่า การลงทุนตาม Jitta Ranking ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีดีกว่าดัชนี SET50 ถึง 114% และเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าอัลกอริธึมอันชาญฉลาดของ Jitta นั้น นำไปใช้อ้างอิงเพื่อการลงทุนได้จริง