by Jitta
วันที่ 7 ม.ค. 2562 • อัปเดตล่าสุดเมื่อ: วันที่ 30 ม.ค. 2562
ผลตอบแทนของ Jitta Ranking ประจำปี 2561

ถือเป็นธรรมเนียมของ Jitta ที่ทุกๆ ต้นปีเราจะสรุปผลตอบแทนของ Jitta Ranking ในปีที่ผ่านมาให้ทุกคนได้ดูกัน

ซึ่งปีนี้ก็พิเศษหน่อย เพราะเรามีผลตอบแทนย้อนหลังครบ 10 ปีพอดี แถมยังมีผลตอบแทนแบบ forward test ครบ 5 ปี นับจากที่เริ่มให้บริการข้อมูลวิเคราะห์หุ้นเมื่อปี 2014

ยิ่งปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นก็ผันผวนหนักจนนักลงทุนติดดอยกันมากมาย เพราะธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศสงครามการค้ากับประเทศจีน และการเติบโตของเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัว

ในประเทศไทยเอง คุณคงจำได้ว่าช่วงเวลานี้ของปีที่แล้วเป็นช่วงเวลาที่นักลงทุนหลายๆ คนกำลังฮึกเหิม เพราะตลาดหุ้นเริ่มวิ่งทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 1,800 กว่าจุด แล้วจู่ๆ ก็เปลี่ยนใจ วิ่งลงมาจบปีที่ประมาณ 1,550 ทำเอานักลงทุนทั้งรายเล็กรายใหญ่อกหักไปตามๆ กัน เหมือนโดนหลอกให้ความหวังแล้วก็จากไป…

ก็ยิ่งน่าสนใจว่า Jitta Ranking ปีทีผ่านมาจะทำผลตอบแทนได้เท่าไหร่ และถ้าดูกันแบบยาวๆ 5 ปี 10 ปี เฉลี่ยแล้ว Jitta Ranking จะยังให้ผลลัพธ์ดีกว่าตลาดอยู่หรือไม่

แต่ก่อนอื่น สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มลงทุนมาไม่นาน เจอสถานการณ์แบบนี้ไปอาจจะกำลังหดหู่ ใจฝ่อ สับสนว่าเกิดอะไรขึ้น เรามาถูกทางหรือเปล่า จะเอายังไงต่อดี…  

ถ้าคุณลองถามคนที่อยู่ในตลาดหุ้นมาสัก 5-10 ปี พวกเขาจะบอกคุณคล้ายๆ กันว่า ความผันผวนเป็นวัฏจักรของตลาดหุ้น เหมือนพายุโซนร้อนที่พัดเข้าไทยทุกปี คือ เกิดแน่นอน แต่เกิดจะเกิดเมื่อไหร่ไม่รู้ และพอเกิดมาแล้วก็ดับไป เวียนวนอยู่แบบนี้ ทิ้งไว้แต่ความเสียหาย เจ็บช้ำ และเป็นบทเรียนให้เตรียมตัวรับมือได้ดีขึ้นคราวหน้า

ตลาดหุ้นก็เช่นเดียวกัน ไม่มีใครรู้ว่าปีไหนจะขึ้น ปีไหนจะลง รู้แต่ว่ามีขึ้นก็ต้องมีลงสลับกันไป ซึ่งตามสถิติแล้ว ปีที่ดีจะเยอะกว่าปีที่แย่ โดยเฉลี่ยใน 10 ปี จะมีปีที่ดี 7 ปี และปีทีแย่ 3 ปี

เพราะฉะนั้น ถ้าคุณสนใจลงทุนในตลาดหุ้น ก็ต้องเข้าใจธรรมชาติตรงนี้ มีสติ ช่วงตลาดขึ้นไม่ประมาท เตรียมตัวให้พร้อมรับมือช่วงขาลง ช่วงตลาดแย่ก็ทำใจให้นิ่งๆ ไม่แตกตื่น เพราะเตรียมตัวมาดีแล้ว เหมือนที่คุณปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์บอกว่า

“Unless you can watch your stock holding decline by 50% without becoming panic-stricken,
you should not be in the stock market.”

“ถ้าทนดูพอร์ต -50% โดยไม่ตื่นตระหนกไม่ได้ คุณก็ไม่ควรลงทุนในตลาดหุ้น”

อีกไม่นานตลาดก็จะกลับมาดี เหมือนแดดที่กลับมาร้อนแรงหลังผ่านพ้นพายุฝน ถ้าคุณยังคงลงทุนด้วยหลักการที่ถูกต้อง หรือลงทุนตาม Jitta Ranking อยู่ เดี๋ยวพอร์ตก็จะค่อยๆ เติบโตกลับมาเอง

ว่าแล้วก็มาดูกันดีกว่าว่า ผลตอบแทนของ Jitta Ranking ในปีที่ผ่านมานั้นเป็นอย่างไรบ้าง

ผลตอบแทน Jitta Ranking ปี 2018

โดยภาพรวมแล้ว ตลาดหุ้นทั้ง 7 ประเทศที่ Jitta ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ประเทศไทย สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร เวียดนาม ญี่ปุ่น ฮ่องกง และสิงคโปร์ ไม่มีประเทศไหนเลยที่ดัชนีตลาดเป็นบวกในปีที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยแล้วจะติดลบประมาณ -11.03% ประเทศที่ติดลบน้อยที่สุดคือ สหรัฐฯ ที่ -6.24% ประเทศที่ติดลบมากที่สุดคือญี่ปุ่นที่ -17.80%

ส่วน Jitta Ranking Top 30 เฉลี่ยแล้วก็ทำผลตอบแทนได้ใกล้เคียงกัน เฉลี่ย 7 ประเทศอยู่ประมาณ -14.49% ครับ ประเทศที่ได้ผลตอบแทนสูงสุดคือเวียดนามที่ -1.49% และประเทศที่ผลตอบแทนแย่สุดคือญี่ปุ่นที่ -28.95%

ผลตอบแทน Jitta Ranking ย้อนหลัง 5 ปี (2014-2018)

ถ้ามองดูภาพการลงทุนในระยะยาวมากขึ้น ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้น 5 ปี Jitta Ranking ก็ยังสามารถเอาชนะตลาดได้ทั้ง 7 ประเทศ โดยมีผลตอบแทนทบต้นเฉลี่ยทุกประเทศอยู่ที่ 8.90% ต่อปี เทียบกับผลตอบแทนเฉลี่ยของทุกดัชนีที่ 3.70% ต่อปี ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

เวียดนามเป็นประเทศที่เฉลี่ย 5 ปี Jitta Ranking ทำผลตอบแทนได้สูงที่สุด ประมาณ 19.21% ต่อปี ในขณะที่ดัชนีตลาด VNI ทำได้ประมาณ 12.08% ต่อปี

ในประเทศที่ตลาดหุ้นช่วง 5 ปีที่ผ่านมาไม่ค่อยดีนัก เช่น สิงคโปร์ที่ดัชนีติดลบ -0.63% ต่อปี Jitta Ranking ก็ยังทำผลตอบแทนเป็นบวกได้ที่ 5.42% ต่อปี ถือว่าหลักการลงทุนระยะยาวของ Jitta นั้น ยังคงให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าตลาดอย่างสม่ำเสมอ

ผลตอบแทน Jitta Ranking ย้อนหลัง 10 ปี (2009-2018)

เมื่อมองภาพการลงทุนระยะยาวแบบครบวัฏจักรการลงทุน 10 ปี จะเห็นได้ชัดว่าความผันผวนขึ้นลง อย่างไรใน 10 ปีที่ผ่านมา ถ้าคุณลงทุนด้วยหลักการที่ถูกต้อง เช่น “ลงทุนในหุ้นดี ราคาถูก” ตามแบบ Jitta Ranking พอร์ตการลงทุนก็จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆเอง

โดยผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้น 10 ปีของ Jitta Ranking อยู่ที่ 15.30% เทียบกับผลตอบแทนเฉลี่ยของทุกดัชนีที่ 8.01% และประเทศที่มีผลตอบแทน 10 ปีย้อนหลังสูงที่สุด 3 อันดับแรกคือ ประเทศไทย สหราชอาณาจักร และ เวียดนาม

สำหรับรายชื่อหุ้นและผลตอบแทน Jitta Ranking ย้อนหลังในแต่ละปี ตั้งแต่ปี 2009 สามารถเข้าไปดูได้ที่ https://library.jitta.com/ranking

ผลตอบแทนรายปีเทียบกับดัชนี ย้อนหลัง 5 ปีของหุ้นประเทศไทย

ตลาดหุ้นไทยเริ่มต้นปีอย่างร้อนแรงทำ all time high ที่ 1,830 จุด แต่กลับปิดสิ้นปีที่ 1,563.88 จุด ตลาด SET โดยรวมปีนี้ติดลบประมาณ -10.82% ส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบมาก ส่วนหุ้นใหญ่ๆ อย่าง SET50 ประคองตัวได้ดีกว่าเล็กน้อยที่ -7.95%

สำหรับ Jitta Ranking Top 30 ปีที่ผ่านมาก็อยู่ระดับใกล้เคียงดัชนีที่ -13.51% รวม 5 ปีย้อนหลัง Jitta Ranking Top 30 ทำผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นได้ 10.85% ชนะดัชนี SET 50 ที่ทำได้ 3.41%

ผลตอบแทนรายปีเทียบกับดัชนี ย้อนหลัง 5 ปีของหุ้นประเทศสหรัฐฯ

แม้ว่าปีที่แล้วเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเติบโตที่อัตราสูงสุดในรอบ 13 ปี แต่สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นในสหรัฐฯ กลับกลายเป็นชนวนเขย่าความเชื่อมั่นนักลงทุน ส่งผลให้ดัชนี Dow Jones ปี 2018 ปรับลดลง -5.63% และ S&P 500 -6.24% ส่วน Jitta Ranking Top 30 ทำได้ -19.63% ทำให้รวม 5 ปี Jitta Ranking สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นที่ 7.14% ต่อปี ชนะดัชนี S&P 500 เล็กน้อย

ผลตอบแทนรายปีเทียบกับดัชนี ย้อนหลัง 5 ปีของหุ้นประเทศเวียดนาม

แม้นักวิเคราะห์หลายเจ้าจะมองว่าเวียดนามเป็นผู้ได้ผลประโยชน์ไปเต็มๆ ในสงครามการค้าที่เกิดขึ้นระหว่างจีนและสหรัฐฯ แต่ดัชนีหุ้นของเวียดนามก็ไม่สามารถต้านทานข่าวร้ายที่ถาโถมตลาดโลกอย่างไม่หยุดยั้งได้ ปิดปีปรับลดลง -9.32% แพ้ Jitta Ranking Top 30 ที่ติดลบเพียงแค่ -1.49% คิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้น 19.22% ต่อปี สำหรับ 5 ปีที่ผ่านมาของ Jitta Ranking

ผลตอบแทนรายปีเทียบกับดัชนี ย้อนหลัง 5 ปีของหุ้นประเทศฮ่องกง

เป็นปีที่หนักหนาสาหัสสำหรับตลาดฮ่องกงเช่นเดียวกัน นอกจากเศรษฐกิจของจีนจะชะลอตัวแล้ว ยังมีแรงกดดันจากสงครามการค้า และดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นของสหรัฐฯ เข้ามาฉุดดัชนีฮั่งเส็งลดลง -13.61% อย่างไรก็ตาม Jitta Ranking Top 30 ยังเอาชนะตลาดได้เล็กน้อยที่ -11.43% โดยรวม 5 ปีสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้น 5.66% ต่อปี มากกว่าดัชนีฮั่งเส็งที่ทำได้ 2.09%  

ผลตอบแทนรายปีเทียบกับดัชนี ย้อนหลัง 5 ปีของหุ้นสหราชอาณาจักร

Brexit ยังไม่ทันซา สงครามการค้าก็เข้ามาแทรก ส่งผลให้ดัชนี FTSE 100 ของอังกฤษประสบกับเดือนธันวาคมที่แย่ที่สุดในรอบ 16 ปี ดัชนีโดยรวมปรับตัวลง -12.48% ในปีที่ผ่านมา และ Jitta Ranking Top 30 ก็ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกันที่ -13.05% อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้น 5 ปี ของ Jitta Ranking ที่ 7.29% ต่อปี นั้นยังชนะดัชนี FTSE 100 ที่ทำได้แย่มากที่ -0.06% ต่อปี

ผลตอบแทนรายปีเทียบกับดัชนี ย้อนหลัง 5 ปีของหุ้นประเทศญี่ปุ่น

ฝั่งญี่ปุ่นก็ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตลาดโลกที่ไม่แน่นอนเช่นเดียวกัน ค่าเงินเยนที่แข็งขึ้นส่งผลต่อ การส่งออก และส่งดัชนี Nikkei 225 ลงไปทำจุดต่ำสุดในรอบ 15 เดือน ปิดปีที่ -12.08% ในขณะที่ Jitta Ranking ปีที่แล้วทำได้ -28.95% รวมผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้น 5 ปีของ Jitta Ranking อยู่ที่ 6.73% ต่อปี ในขณะที่ดัชนี Nikkei 225 อยู่ที่ 4.20% ต่อปี และดัชนี TOPIX อยู่ที่ 2.79% ต่อปี

ผลตอบแทนรายปีเทียบกับดัชนี ย้อนหลัง 5 ปีของหุ้นประเทศสิงคโปร์

ปิดท้ายด้วยสิงคโปร์ ที่ดัชนี STI ติดลบเช่นเดียวกันกับประเทศกลุ่มเอเชียอื่นๆ สะท้อนข่าวความไม่แน่นอนจากต่างประเทศ สรุปผลตอบแทนปี 2018 ดัชนี STI ทำได้ -9.82% ในขณะที่ Jitta Ranking Top 30 ก็ตามมาติดๆ ที่ -13.35% แต่ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้น 5 ปี ดัชนี STI ทำได้เพียง -0.63% ต่อปี ในขณะที่ Jitta Ranking เอาชนะตลาดด้วยผลตอบแทนเฉลี่ย 5.43% ต่อปี

ลงทุนอย่างไรในปี 2019

แม้สถานการณ์ตลาดหุ้นทั่วโลกปีที่ผ่านมาจะไม่ค่อยดี แต่เราเชื่อเสมอว่า ถ้าคุณตั้งใจจะลงทุนในตลาดหุ้นไปยาวๆ แล้ว การได้เผชิญหน้ากับตลาดหุ้นที่ย่ำแย่ตั้งแต่เนิ่นๆ อาจจะเป็นสิ่งที่ดีก็ได้ เพราะช่วยให้คุณเข้าใจและคุ้นเคยกับวัฏจักรของตลาดหุ้นก่อนใคร จะได้มีสติ ลงทุนบนความไม่ประมาทอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ ปีที่ตลาดย่ำแย่จะช่วยให้คุณวัดผลได้ง่ายขึ้นว่า หลักการลงทุนของคุณมาถูกทางแล้วหรือเปล่า เพราะเวลาสถานการณ์ตลาดไม่เป็นใจ คนตกใจกลัวและขายหุ้นทิ้ง ถ้าหุ้นที่คุณถืออยู่ไม่ดีจริง ราคาก็อาจจะร่วงลงมาก กำไรที่เคยได้มา 2-3 ปีก่อน หายวับไปภายในไม่กี่เดือนจนพอร์ตเสียหายหนัก

อย่างปีที่แล้ว แม้ตลาดหุ้นโดยรวมจะลดลงแค่ 10% ซึ่งถือว่าปรกติมาก เมื่อเทียบกับที่ตลาดหุ้นไทยขึ้นมาติดๆ กัน 2 ปีก่อนหน้านี้ แต่หลายคนกลับขาดทุนหนัก เพราะไปถือหุ้นยอดฮิตหลายตัวที่ราคาลดลงมากกว่า 50% จนรู้สึกไปว่าปีนี้ตลาดหุ้นลงโหดร้ายกว่าปกติ

ดังนั้น การเลือกลงทุนในธุรกิจดีๆ ราคาเหมาะสม จึงเป็นแนวทางการลงทุนที่จะช่วยคุณผ่านพ้นช่วงตลาดผันผวนไปได้อย่างสบายใจ โดยเริ่มจาก

  1. สำรวจพอร์ตตัวเอง ดูว่าหุ้นตัวไหนกำไรขาดทุน ดีไม่ดีอย่างไร และใช้อดีตเป็นบทเรียนพัฒนาปรับปรุงกลยุทธ์ตนเองให้ดีขึ้น
  2. ขายหุ้นที่ไม่ดีไปลงทุนในหุ้นที่ดีและถูกกว่า หรือขายถือเงินสดรอ ถ้ายังไม่เจอหุ้นตัวไหนที่เข้าเกณฑ์
  3. หาความรู้การลงทุนเพิ่มเติม อ่านงบการเงิน และศึกษาโมเดลธุรกิจดีๆ เพื่อต่อยอดความรู้ความเข้าใจในการวิเคราะห์ธุรกิจ
  4. อาศัยจังหวะที่คนไม่กล้าลงทุนเป็นโอกาส ค้นหาหุ้นดีราคาถูกที่จะโผล่มาเรื่อยๆ ในช่วงตลาดผันผวน และเตรียมลงทุนเมื่อมีโอกาสดีๆ เข้ามา
  5. อดทนรอคอยให้ธุรกิจที่ลงทุนไปเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ราคาหุ้นก็จะขึ้นสูงไปเรื่อยๆ เอง

ถ้าคุณทำตามนี้ พอสถานการณ์เศรษฐกิจและตลาดหุ้นกลับมาเป็นปกติ คุณจะเข้าใจเลยว่าทำไมนักลงทุนจึงมีความสุขที่สุดเวลาหุ้นตก เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่คุณจะได้เรียนรู้และได้ลงทุนในธุรกิจดีๆ ในราคาที่ถูกมากๆ

และตราบใดที่คุณยังลงทุนในธุรกิจที่ดีในราคาที่เหมาะสม ก็ไม่ต้องกังวลอะไรกับความวุ่นวายในตลาดหุ้น เพราะผลกำไรของบริษัทที่เพิ่มขึ้น จะทำให้ทรัพย์สินสุทธิของคุณงอกเงยทบต้นไปได้เรื่อยๆ

ขอแค่คุณอดทน รอคอย แล้วรางวัลอันยิ่งใหญ่นั้นจะเป็นของคุณเอง!