by Jitta
วันที่ 16 ต.ค. 2563 • อัพเดทล่าสุดเมื่อ: วันที่ 3 ธ.ค. 2563
ตระเวนหาโอกาสลงทุนกับหุ้นจีน (ตอนที่ 2)

นึกถึงบริษัทเทคโนโลยีอันดับต้นๆ ของจีน คุณนึกถึงบริษัทอะไรครับ? 💻
คุณอาจจะนึกถึง Tencent กับ Xiaomi ซึ่งเราได้รีวิวกันไปแล้วในบทความก่อนหน้า


แต่วันนี้ เราจะมารีวิวอีกหนึ่งบริษัท นั้นก็คือ Meituan Dianping (MD) ซึ่งเป็นหุ้นที่กำลังมาแรงและมีโอกาสในการเติบโตอย่างมากทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศ

MeituanDianping

เป็นบริษัทที่ถูกควบรวมจากสองบริษัทใหญ่ได้แก่ Dianping และ Meituan โดย Meituan ถูกก่อตั้งในปี 2010 เป็นเว็บขายดีลแบบส่วนลดเหมือน Ensogo และ Groupon มีบริษัทคู่ค้ากว่า 400,000 ราย มีนายทุนอย่าง #Alibaba ช่วยสนับสนุนทางด้านเทคโนโลยีและเงินทุน

ส่วน Dianping ถูกก่อตั้งในปี 2013 เป็นแอปรีวิวร้านค้า โรงแรม ร้านอาหารเหมือน TripAdvisor โดยมี #Tencent เป็นผู้สนับสนุนทางด้านเทคโนโลยีและเงินทุน

บริษัททั้งสองควบรวมกันในปี 2015 และได้กลายเป็นธุรกิจ Online to Offline ที่ใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของโลก

โดย MD ยังมี Tencent ถือหุ้นอยู่ แต่ Alibaba ได้ขายหุ้นทิ้งไปตอนควบรวมเพราะไปลงทุนใน ele.me ที่ทำธุรกิจรับส่งอาหาร (On-Demand Food Delivery) ซึ่งต่อมาก็เป็นคู่แข่งหลักของ MD

ปัจจุบันบริษัทมีธุรกิจอยู่สามส่วนดังต่อไปนี้

1. ธุรกิจรับส่งอาหาร

อย่าง Grab และ Lineman ในบ้านเราโดยมีสัดส่วนรายได้ 50% ของรายได้ทั้งหมด มีจำนวนการสั่งซื้ออาหารต่อหนึ่งวันสูงถึง 24.5 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้น 6.9% ในไตรมาสที่สองที่ผ่านมา และมียอดชำระต่อบิลเพิ่มขึ้น 9.4%

ในส่วนของ Gross Transaction Value (GTV) หรือยอดขายที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มทำได้ 108,00 ล้านหยวน หรือกว่า 500,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.9% ในไตรมาสที่สองของปีนี้

บริษัทเป็นผู้นำตลาดเหนือ ele.me ด้วยการที่มีจำนวนร้านค้าซึ่งเป็นทางเลือกให้ลูกค้ามากกว่า โดยมีร้านที่ทำดีลขายเฉพาะ (Exclusive) บนแพลตฟอร์มของ MD ด้วย จำนวนผู้ใช้งานมากกว่า ele.me ยิ่งคนใช้งานมาก แพลตฟอร์มก็ยิ่งมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น และเกิดเป็นจุดแข็งที่เรียกว่า Network Effect

นอกจากนี้บริษัทยังพัฒนาระบบไอทีที่ช่วยให้พนักงานรับออเดอร์อาหารได้มากกว่าหนึ่งที่ แล้วไปส่งภายในการเดินทางเพียงครั้งเดียว ทั้งนี้เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความรวดเร็วในการจัดส่ง

ปัจจุบันบริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดสูงถึง 65% ในจีนและอีก 27% เป็นของ ele.me

2. ธุรกิจแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ

ไว้ใช้สำหรับการจองร้านอาหาร โรงหนัง สถานที่ท่องเที่ยวเช่น Disneyland หรืออื่นๆอีกมากมาย เรียกได้ว่าจองจบในแอปเดียว

3. ธุรกิจ Social Commerce

ไว้สำหรับขายคูปองส่วนลดจากการรวมกันซื้อเป็นกลุ่ม เช่น การซื้อตั๋วหนัง ร้านขายของชำ อาหาร ร้านอาหาร หรือแม้กระทั่งฟิตเนส บริษัทจะรวบรวมการซื้อจากหลายๆ คนเพื่อนำไปต่อรองได้ส่วนลดพิเศษจากร้านค้า

นอกจากนี้ยังมีธุรกิจให้บริการโซลูชั่นระบบ ERP ให้บริการร้านอาหารในการทำบัญชี ปิดงบรายวัน พร้อมทั้งปล่อยกู้ให้กับร้านค้าพวกนี้ด้วย เนื่องจากทาง MD มีข้อมูลยอดขายทั้งหมดอยู่แล้ว

บริษัทเห็นแนวโน้มการซื้อขายของชำออนไลน์หลังโควิดเติบโตอย่างรวดเร็ว เลยคิดบริการใหม่ที่เรียกว่า Meituan Instashopping ที่เป็น marketplace ให้ตลาดขายของชำกว่า 300 ที่มาขายสินค้าออนไลน์

ปัจจุบันมีผู้ใช้งานแอปกว่า 457 ล้านคน และมีและมีจำนวนร้านค้าที่อยู่บนแพลตฟอร์มสูงถึง 6.3 ล้านแห่ง

ด้วยแนวโน้มการซื้อของออนไลน์ การแสวงหาความสะดวกสบายเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคสู่โลกของ Services/Experiences Consumption บริษัทจึงมีโอกาสเติบโตได้อีกเยอะมากในอนาคต

รายได้ของบริษัทในช่วงสามปีล่าสุดได้ดังนี้

  • ในปี 2017 มีรายได้ 33,927 ล้านหยวน ขาดทุน 18,916 ล้านหยวน
  • ในปี 2018 มีรายได้ 64,771 ล้านหยวน ขาดทุน 115,477 ล้านหยวน
  • ในปี 2019 มีรายได้ 96,742 ล้านหยวน กำไร 2,238 ล้านหยวน
  • ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2020 มีรายได้ 41,475 ล้านหยวน ลดลง 1% เมื่อเทียบกับปี 2019

เนื่องจากได้ผลกระทบจากโควิดในไตรมาสที่หนึ่ง แต่ก็ยังทำกำไรได้ 630 ล้านหยวน ผิดกับช่วง 6 เดือนแรกของปีที่แล้วที่ขาดทุน 557 ล้านหยวน

ในไตรมาสที่สองรายได้กลับมาเติบโต 8.9% ทำได้ 24,700 ล้านหยวน หลักๆมาจากธุรกิจรับส่งอาหารที่โตขึ้น 13.2% YoY

บริษัทมีงบการเงินที่ดี มีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนอยู่เพียง 0.4 เท่า และมี current ratio ที่เป็นสัดส่วนสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่อหนี้ระยะสั้นอยู่ที่ 3.72 เท่า บริษัทจึงไม่มีความเสี่ยงทางด้านสภาพคล่องในระยะหนึ่งปีข้างหน้า

บริษัทยังมีโอกาสในการเติบโตในอนาคตอีกมากโดยเฉพาะช่วงหลังโควิดที่เป็นตัวเร่งให้ลูกค้าซื้อขายของชำและอาหารบนแฟลตฟอร์มออนไลน์จำนวนมาก

ธุรกิจของบริษัทมีความได้เปรียบไม่เฉพาะจำนวนของผู้ใช้จำนวนมาก แต่ผู้ใช้สามารถเรียกรถ สั่งอาหาร สั่งดอกไม้ ซื้อตั๋วหนัง จองโรงแรม จองสถานที่ท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ได้จบในแอปเดียวเลย

ความเสี่ยงของบริษัทคงอยู่ที่ราคาหุ้นในปัจจุบันปรับขึ้นมาแล้วกว่า 170% ปัจจุบันมีค่าพีอีอยู่ที่ 418 เท่า (ข้อมูลจาก Bloomberg)

มองได้ว่าเป็นหุ้นดี มีโอกาสเติบโตอีกมาก แต่นักลงทุนอาจจะต้องรอจังหวะที่หุ้นปรับตัวลงมาเยอะๆ แล้วค่อยเข้าซื้อ

ถ้าใครที่กังวลเรื่องความเสี่ยงในหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมากไป การกระจายความเสี่ยง โดยลงทุนหุ้นเทคจีน อย่างพวก Tencent และ Meituan Dianping ไปพร้อมๆ กับหุ้นเทคของอเมริกา และหุ้นเมกะเทรนด์อื่นๆ ในพอร์ตเดียว ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

โดยวันนี้ Jitta Wealth เพิ่งเปิดให้บริการกองทุนส่วนบุคคลใหม่ ชื่อ Thematic แบบสดๆ ร้อนๆ

กองทุนส่วนบุคคล Thematic นี้จะให้นักลงทุนออกแบบพอร์ตได้เอง เลือกจาก 10 ธีมธุรกิจระดับเมกะเทรนด์ ที่มีแนวโน้มเติบโตสูง ซึ่ง #หุ้นจีน ก็เป็นหนึ่งในธีมที่สามารถเลือกใส่พอร์ตได้ครับ

สมมุติเลือกธีม “หุ้นจีน” Jitta Wealth ก็จะไปซื้อ iShares MSCI China #ETF ที่ลงทุนในหุ้นจีน 700 กว่าหุ้น ซึ่งแน่นอนว่า รวมถึง Alibaba Tencent และ Meituan Dianping ด้วย หลังจากนั้น Jitta Wealth ก็จะดูแลปรับพอร์ตให้แบบอัตโนมัติ นอกจาก “หุ้นจีน” แล้ว ก็ยังมี #หุ้นอเมริกา #หุ้นอินเดีย #หุ้นเทค #หุ้นคลาวด์ #หุ้นอีคอมเมิร์ซ #หุ้นสุขภาพ หรือ healthcare #หุ้นฟินเทค #หุ้นหุ่นยนต์และ AI และ #หุ้นเกมและอีสปอร์ต

เลือกได้สูงสุด 5 ธีม เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องรักพี่ เสียดายน้อง อันไหนโดนใจก็หยิบใส่พอร์ตได้เลย

#สนใจข้อมูลเพิ่มเติม ดูรายได้ในไลฟ์ย้อนหลังที่Live: เปิดกลวิธีเอาตัวรอด ลงทุนรับเมกะเทรนด์

แต่ถ้าไม่สะดวก ก็ไปดูเว็บไซต์ของ Thematic และดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพื่อเปิดบัญชีที่ ได้เหมือนกันครับ

*การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

อ่าน Blog ที่เกี่ยวข้อง

ตระเวนหาโอกาสลงทุนกับหุ้นจีน (ตอนที่ 1)

สรุป Live: เปิดกลวิธีเอาตัวรอด ลงทุนรับเมกะเทรนด์